Spryker ได้รับรางวัลวิสัยทัศน์ยอดเยี่ยมในด้านดิจิทัลคอมเมิร์ชปี 2022 จาก Magic Quadrant™

กรุงเบอร์ลินและนิวยอร์ก, Aug. 18, 2022 (GLOBE NEWSWIRE) — Spryker แพลตฟอร์มดิจิทัลคอมเมิร์ชระดับแนวหน้าสำหรับอีคอมเมิร์ชที่ครอบคลุมรอบด้านในตลาดระดับองค์กรแบบ B2B ระบบอีคอมเมิร์ชผ่าน IoT และแบบรวมเป็นหนึ่งเดียว ได้รับรางวัลวิสัยทัศน์ยอดเยี่ยมในด้านดิจิทัลคอมเมิร์ชจาก Gartner® ใน Magic Quadrant™ ปี 2022 นับเป็นครั้งที่สามติดต่อกันสำหรับ Spryker ที่ได้รับการยอมรับอยู่ใน Gartner® Magic Quadrant™ สำหรับดิจิทัลคอมเมิร์ช

“ที่ Spryker เรามีเป้าหมายในการใช้ความสามารถด้านการสร้างนวัตกรรมดิจิทัลและการสร้างความแตกต่างให้กับธุรกิจด้วยแพลตฟอร์มที่ปรับแต่งตามความต้องการได้ของเรา ซึ่งออกแบบมาโดยเฉพาะสำหรับโมเดลธุรกิจที่ครอบคลุมรอบด้าน เราเชื่อว่าการได้รับรางวัลวิสัยทัศน์ยอดเยี่ยมเป็นครั้งที่สองนั้นเป็นการพิสูจน์ถึงความทุ่มเทอย่างต่อเนื่องของเราในการเพิ่มขีดความสามารถให้กับธุรกิจต่างๆ ในการเติบโต สร้างนวัตกรรม และสร้างความแตกต่าง” Boris Lokschin ผู้ร่วมก่อตั้งและ CEO ของ Spryker กล่าว “ในปีนี้เราได้เปิดตัวแพลตฟอร์ม App Composition ซึ่งเป็นขั้นตอนล่าสุดในความมุ่งมั่นเพื่อส่งมอบนวัตกรรมที่แท้จริงของเรา นี่คือแพลตฟอร์มตัวแรกในด้านนี้ ซึ่งเป็นเหตุผลที่เราคิดว่า Spryker จะยังคงได้รับการยอมรับจากตลาดอย่างต่อเนื่อง เราจะพัฒนาโซลูชันและเครือข่ายพาร์ทเนอร์ของเราอย่างต่อเนื่องเพื่อช่วยให้ลูกค้าของเราเติบโตและปรับเปลี่ยนได้”

ลูกค้าทั่วโลกให้ความไว้วางใจ Spryker ในแง่ความสามารถในการปรับแต่งตามความต้องการและความสามารถการจัดการแบบ B2B และ B2C ในตลาดระดับองค์กรผ่านระบบคลาวด์ เมื่อไม่นานมานี้ Spryker ได้ตอกย้ำความเชี่ยวชาญด้วยการเปิดตัวแพลตฟอร์ม App Composition ของ Spryker ที่ทำให้ธุรกิจต่างๆ สามารถเลือกใช้โซลูชันคอมเมิร์ชระดับองค์กรได้ง่ายอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ในความเห็นของเรา แพลตฟอร์ม App Composition ของ Spryker ช่วยธุรกิจในการสร้างความแตกต่างจากคู่แข่งบนพื้นฐานของวิธีดำเนินงานและการขายของธุรกิจ ช่วยให้ธุรกิจสามารถเพิ่ม ขยาย และพัฒนาความสามารถต่างๆ จากแพลตฟอร์มของ Spryker และระบบนิเวศที่เกี่ยวข้องตามที่ต้องการได้

“ไม่ว่าจะเป็นลูกค้าธุรกิจสินค้าอุปโภคบริโภคขนาดใหญ่หรือบริการ B2B แบบธุรกรรมที่ครอบคลุมรอบด้าน ความสามารถในการปรับแต่งตามความต้องการเป็นกุญแจสำคัญสำหรับการเสนอบริการดิจิทัลคอมเมิร์ชที่รองรับอนาคตได้ เรายินดีที่โซลูชันที่เราส่งมอบนี้สามารถช่วยเหลือลูกค้าของเรา ช่วยอำนวยความสะดวกในการส่งมอบคุณค่าของพวกเขาได้เร็วขึ้น และช่วยตอบสนองเป้าหมายทางธุรกิจของพวกเขา” Boris Lokschin ให้ความเห็น “องค์กรธุรกิจที่กำลังพิจารณาเกี่ยวกับความต้องการในการเปลี่ยนแปลงสู่ดิจิทัลจะต้องการแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ชที่ปรับแต่งตามต้องการได้และมีสถาปัตยกรรมที่ทันสมัย Spryker สามารถตอบสนองความต้องการทั้งสองอย่างได้ นั่นคือให้ความยืดหยุ่นที่จำเป็นต่อการปรับแต่งตามตลาดที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่องพร้อมกับเร่งการเติบโตทางดิจิทัลและการเปลี่ยนแปลงสู่ดิจิทัล”

มีลูกค้าที่มองเห็นถึงคุณค่าของความสามารถในการปรับแต่งตามความต้องการเพิ่มมากขึ้น Spryker เห็นการขยายตัวและได้ลูกค้าทั่วโลกเพิ่มขึ้น ซึ่งรวมถึงลูกค้ารายแรกๆ ในออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ อัตราการเติบโตที่ 200% ในกลุ่มประเทศเบเนลักซ์ และอัตราการเติบโตต่อปีถึง 100% ในตลาดดิจิทัลคอมเมิร์ชสำหรับธุรกิจในเขตอเมริกาเหนือ

ดาวน์โหลดบทความ 2022 Magic Quadrant™ for Digital Commerce ที่นี่ เพื่อเรียนรู้ว่าทำไม Gartner จึงยกย่องให้ Spryker เป็นผู้มีวิสัยทัศน์ยอดเยี่ยมในด้านดิจิทัลคอมเมิร์ช

แหล่งอ้างอิง:

*Gartner, Magic Quadrant for Digital Commerce, Jason DaiglerSandy ShenPenny GillespieMike LowndesAditya VasudevanYanna Dharmasthira, 10 Aug 2022

Gartner และ Magic Quadrant เป็นเครื่องหมายการค้าจดทะเบียนของ Gartner, Inc. และ/หรือบริษัทในเครือในสหรัฐอเมริกาและต่างประเทศ และการใช้เครื่องหมายดังกล่าวในที่นี้ได้รับอนุญาตแล้ว สงวนสิทธิ์ทั้งหมด

Gartner ไม่ได้ให้การรับรองต่อผู้ขาย ผลิตภัณฑ์ หรือบริการใดๆ ที่ระบุไว้ในการเผยแพร่งานวิจัย และไม่ได้แนะนำให้ผู้ใช้เทคโนโลยีเลือกเฉพาะผู้ขายเหล่านี้ตามการจัดอันดับสูงสุดหรือการกำหนดระดับในรูปแบบอื่นๆ การเผยแพร่งานวิจัยของ Gartner เป็นความเห็นขององค์กรวิจัยและที่ปรึกษาของ Gartner และไม่ถือเป็นคำกล่าวอ้างเกี่ยวกับข้อเท็จจริง Gartner ไม่ได้ให้การรับประกันทั้งโดยชัดแจ้งหรือโดยนัยที่เกี่ยวข้องกับการวิจัยนี้ รวมถึงไม่ได้รับประกันใดๆ ในความสามารถเชิงพาณิชย์หรือความเหมาะสมสำหรับวัตถุประสงค์ใดโดยเฉพาะ

เกี่ยวกับ Spryker
Spryker เป็นแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ชที่ปรับแต่งตามความต้องการได้ระดับแนวหน้าสำหรับองค์กรที่มีโมเดลธุรกิจที่ครอบคลุมรอบด้านเพื่อช่วยสร้างการเติบโต สร้างนวัตกรรม และสร้างความแตกต่าง โมเดลของ Spryker เป็นโมเดลแรกแบบแยกส่วน ใช้ง่าย และทำงานด้วย API ที่ออกแบบมาโดยเฉพาะสำหรับธุรกิจแบบธุรกรรมที่ครอบคลุมรอบด้าน ให้วิธีการบ่มเพาะที่ดีที่สุดที่มอบความยืดหยุ่นเพิ่อช่วยธุรกิจในการปรับเปลี่ยน กำหนดขนาด และนำผลิตภัณฑ์หรือบริการออกสู่ตลาดได้อย่างรวดเร็วทั้งยังช่วยให้ส่งมอบคุณค่าได้เร็วขึ้นตลอดเส้นทางการเปลี่ยนแปลงสู่ดิจิทัล Spryker ในฐานะผู้นำแพลตฟอร์มระดับโลกสำหรับตลาดระดับองค์กร (B2B และ B2C), Thing Commerce, B2B และ D2C ช่วยเพิ่มความสามารถให้กับลูกค้าธุรกิจกว่า 150 รายทั่วโลกและได้รับความไว้วางใจจากแบรนด์ชั้นนำ เช่น ALDI, Siemens, Hilti และ Ricoh Spryker เป็นบริษัทเทคโนโลยีเอกชนที่มีสำนักงานใหญ่ในกรุงเบอร์ลิน เยอรมนี และนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://spryker.com

รายละเอียดการติดต่อ:
press@spryker.com

Spryker Recognized as a Visionary in 2022 Magic Quadrant™ For Digital Commerce

BERLIN and NEW YORK, Aug. 17, 2022 (GLOBE NEWSWIRE) — Spryker, a leading digital commerce platform for Sophisticated Commerce use cases in B2B, Enterprise Marketplaces, IoT and Unified Commerce, has been recognized by Gartner® as a Visionary in the 2022 Magic Quadrant™ for Digital Commerce. It is Spryker’s third consecutive inclusion in the Gartner® Magic Quadrant™ for Digital Commerce.

“At Spryker, our goal is to enable digital innovation and differentiation with our composable platform designed specifically for sophisticated transactional business models. We believe being recognized for the second time as a Visionary validates our continued dedication to empowering companies to grow, innovate, and differentiate,” said Boris Lokschin, Co-Founder and CEO at Spryker. “This year we launched our App Composition Platform as the latest stage in our commitment to delivering true composability. This first of its kind platform is why we feel Spryker continues to be recognized in the market. We will continue to evolve our solution and our partner ecosystem to help our customers grow and adapt.”

Customers around the world rely on Spryker for its composability and cloud-native enterprise marketplace B2B and B2C capabilities. Spryker recently built on this with the launch of Spryker App Composition Platform, making it easier than ever for organizations to choose enterprise commerce solutions. Spryker App Composition Platform, in our opinion, helps businesses to differentiate themselves from competitors based on how they operate and sell, while allowing them to seamlessly add, extend and evolve capabilities from Spryker and its partner ecosystem as needed.

“Whether an organization operates in large volume consumer goods or sophisticated transactional B2B services, composability is key to future-proofing digital commerce offerings. We are delighted to be able to deliver this to our customers, facilitating faster time-to-value and helping them meet their business goals,” noted Boris Lokschin. “Any enterprise business looking at digital transformation needs a commerce platform that’s composable and based on a modern architecture. Spryker can provide enterprises with both – giving them the flexibility needed to adjust to a constantly changing market while accelerating digital growth and digital transformation.”

With more customers seeing the value of composability, Spryker has seen expansion and customer acquisition across the globe, including its first customer in Australia and New Zealand, 200% growth in Benelux, and 100% year-over-year growth in the North American enterprise digital commerce market.

Download the 2022 Magic Quadrant™ for Digital Commerce here to learn why Gartner recognizes Spryker as a Visionary in digital commerce.

References:

*Gartner, Magic Quadrant for Digital Commerce, Jason DaiglerSandy ShenPenny GillespieMike LowndesAditya VasudevanYanna Dharmasthira, 10 Aug 2022

Gartner and Magic Quadrant are registered trademarks of Gartner, Inc. and/or its affiliates in the U.S. and internationally and are used herein with permission. All rights reserved.

Gartner does not endorse any vendor, product or service depicted in its research publications and does not advise technology users to select only those vendors with the highest ratings or other designation. Gartner research publications consist of the opinions of Gartner’s Research & Advisory organization and should not be construed as statements of fact. Gartner disclaims all warranties, expressed or implied, with respect to this research, including any warranties of merchantability or fitness for a particular purpose.

About Spryker
Spryker is the leading composable commerce platform for enterprises with sophisticated business models to enable growth, innovation, and differentiation. Designed specifically for sophisticated transactional business, Spryker’s easy-to-use, headless, API-first model offers a best of breed approach that provides businesses the flexibility to adapt, scale, and quickly go to market while facilitating faster time-to-value throughout their digital transformation journey. As a global platform leader for Enterprise Marketplaces (B2B & B2C), Thing Commerce, B2B and D2C, Spryker has empowered 150+ global enterprise customers worldwide and is trusted by brands such as ALDI, Siemens, Hilti, and Ricoh. Spryker is a privately held technology company headquartered in Berlin, Germany and New York, USA. Find out more at https://spryker.com.

Contact details:
press@spryker.com

FortiGuard Labs Reports Ransomware Variants Almost Double in Six Months

Exploit Trends Demonstrate the Endpoint Remains a Target as Work-From-Anywhere Continues

Graph of weekly ransomware volume over the last 12 months

Graph of weekly ransomware volume over the last 12 months 

SUNNYVALE, Calif., Aug. 17, 2022 (GLOBE NEWSWIRE) —

Derek Manky, Chief Security Strategist & VP Global Threat Intelligence, FortiGuard Labs
“Cyber adversaries are advancing their playbooks to thwart defense and scale their criminal affiliate networks. They are using aggressive execution strategies such as extortion or wiping data as well as focusing on reconnaissance tactics pre-attack to ensure better return on threat investment. To combat advanced and sophisticated attacks, organizations need integrated security solutions that can ingest real-time threat intelligence, detect threat patterns, and correlate massive amounts of data to detect anomalies and automatically initiate a coordinated response across hybrid networks.”

News Summary:
Fortinet® (NASDAQ: FTNT), a global leader in broad, integrated, and automated cybersecurity solutions, today announced the latest semiannual FortiGuard Labs Global Threat Landscape Report. For a detailed view of the report, as well as some important takeaways, read the blog. Highlights of the 1H 2022 report follow:

  • The ransomware threat continues to adapt with more variants enabled by Ransomware-as-a-Service (RaaS).
  • Work-from-anywhere (WFA) endpoints remain targets for cyber adversaries to gain access to corporate networks. Operational technology (OT) and information technology (IT) environments are both attractive targets as cyber adversaries search for opportunities in the growing attack surface and IT/OT convergence.
  • Destructive threat trends continue to evolve, as evidenced by the spread of wiper malware as part of adversary toolkits.
  • Cyber adversaries are embracing more reconnaissance and defense evasion techniques to increase precision and destructive weaponization across the cyber-attack chain.

Ransomware Variant Growth Shows Evolution of Crime Ecosystems: Ransomware remains a top threat and cyber adversaries continue to invest significant resources into new attack techniques. In the past six months, FortiGuard Labs has seen a total of 10,666 ransomware variants, compared to just 5,400 in the previous six-month period. That is nearly 100% growth in ransomware variants in half a year. RaaS, with its popularity on the dark web, continues to fuel an industry of criminals forcing organizations to consider ransomware settlements. To protect against ransomware, organizations, regardless of industry or size, need a proactive approach. Real-time visibility, protection, and remediation coupled with zero-trust network access (ZTNA) and advanced endpoint detection and response (EDR) are critical.

Graph of top malware tactics and techniques (endpoint)

Graph of top malware tactics and techniques (endpoint)

Graph of weekly ransomware volume over the last 12 months
https://www.globenewswire.com/NewsRoom/AttachmentNg/f90c8d79-5679-40e4-a08f-bb3660ee4afd

Exploit Trends Show OT and the Endpoint Are Still Irresistible Targets: The digital convergence of IT and OT and the endpoints enabling WFA remain key vectors of attack as adversaries continue to target the growing attack surface. Many exploits of vulnerabilities at the endpoint involve unauthorized users gaining access to a system with a goal of lateral movement to get deeper into corporate networks. For example, a spoofing vulnerability (CVE 2022-26925) placed high in volume, as well as a remote code execution (RCE) vulnerability (CVE 2022-26937). Also, analyzing endpoint vulnerabilities by volume and detections reveals the relentless path of cyber adversaries attempting to gain access by maximizing both old and new vulnerabilities. In addition, when looking specifically at OT vulnerability trends, the sector was not spared. A wide range of devices and platforms experienced in-the-wild exploits, demonstrating the cybersecurity reality of increased IT and OT convergence and the disruptive goals of adversaries. Advanced endpoint technology can help mitigate and effectively remediate infected devices at an early stage of an attack. In addition, services such as a digital risk protection service (DRPS) can be used to do external surface threat assessments, find and remediate security issues, and help gain contextual insights on current and imminent threats.

Destructive Threat Trends Continue With Wipers Widening: Wiper malware trends reveal a disturbing evolution of more destructive and sophisticated attack techniques continuing with malicious software that destroys data by wiping it clean. The war in Ukraine fueled a substantial increase in disk wiping malware among threat actors primarily targeting critical infrastructure. FortiGuard Labs identified at least seven major new wiper variants in the first six months of 2022 that were used in various campaigns against government, military, and private organizations. This number is significant because it is close to the number of wiper variants that have been publicly detected since 2012. Additionally, the wipers did not stay in one geographical location but were detected in 24 countries besides Ukraine. To minimize the impact of wiper attacks, network detection and response (NDR) with self-learning artificial intelligence (AI) is helpful to better detect intrusions. Also backups must be stored off-site and offline.

Defense Evasion Remains Top Attack Tactic Globally: Examining adversarial strategies reveals takeaways about how attack techniques and tactics are evolving. FortiGuard Labs analyzed the functionality of detected malware to track the most prevalent approaches over the last six months. Among the top eight tactics and techniques focused on the endpoint, defense evasion was the most employed tactic by malware developers. They are often using system binary proxy execution to do so. Hiding malicious intentions is one of the most important things for adversaries. Therefore, they are attempting to evade defenses by masking them and attempting to hide commands using a legitimate certificate to execute a trusted process and carry out malicious intent. In addition, the second most popular technique was process injection, where criminals work to inject code into the address space of another process to evade defenses and improve stealth. Organizations will be better positioned to secure against the broad toolkits of adversaries armed with this actionable intelligence. Integrated, AI and ML-driven cybersecurity platforms with advanced detection and response capabilities powered by actionable threat intelligence are important to protect across all edges of hybrid networks.

Graph of top malware tactics and techniques (endpoint)
https://www.globenewswire.com/NewsRoom/AttachmentNg/b4801331-9308-4dfc-bf88-98a3a181c7ad

AI-powered Security Across the Extended Attack Surface
When organizations gain a deeper understanding of the goals and tactics used by adversaries through actionable threat intelligence, they can better align defenses to adapt and react to quickly changing attack techniques proactively. Threat insights are critical to help prioritize patching strategies to better secure environments. Cybersecurity awareness and training are also important as the threat landscape changes to keep employees and security teams up-to-date. Organizations need security operations that can function at machine speed to keep up with the volume, sophistication, and rate of today’s cyber threats. AI and ML-powered prevention, detection, and response strategies based on a cybersecurity mesh architecture allow for much tighter integration, increased automation, as well as a more rapid, coordinated, and effective response to threats across the extended network.

Report Overview
This latest Global Threat Landscape Report is a view representing the collective intelligence of FortiGuard Labs, drawn from Fortinet’s vast array of sensors collecting billions of threat events observed around the world during the first half of 2022. Similar to how the MITRE ATT&CK framework classifies adversary tactics and techniques, with the first three groupings spanning reconnaissance, resource development, and initial access, the FortiGuard Labs Global Threat Landscape Report leverages this model to describe how threat actors target vulnerabilities, build malicious infrastructure, and exploit their targets. The report also covers global and regional perspectives as well as threat trends affecting IT and OT.

Additional Resources

About FortiGuard Labs
FortiGuard Labs is the threat intelligence and research organization at Fortinet. Its mission is to provide Fortinet customers with the industry’s best threat intelligence designed to protect them from malicious activity and sophisticated cyberattacks. It is composed of some of the industry’s most knowledgeable threat hunters, researchers, analysts, engineers, and data scientists in the industry, working in dedicated threat research labs all around the world. FortiGuard Labs continuously monitors the worldwide attack surface using millions of network sensors and hundreds of intelligence-sharing partners. It analyzes and processes this information using AI and other innovative technology to mine that data for new threats. These efforts result in timely, actionable threat intelligence in the form of Fortinet security product updates, proactive threat research to help our customers better understand the threats and actors they face, and threat intelligence to help our customers better understand and defend their threat landscape. Learn more at https://www.fortinet.com, the Fortinet Blog, and FortiGuard Labs.

About Fortinet
Fortinet (NASDAQ: FTNT) makes possible a digital world that we can always trust through its mission to protect people, devices, and data everywhere. This is why the world’s largest enterprises, service providers, and government organizations choose Fortinet to securely accelerate their digital journey. The Fortinet Security Fabric platform delivers broad, integrated, and automated protections across the entire digital attack surface, securing critical devices, data, applications, and connections from the data center to the cloud to the home office. Ranking #1 in the most security appliances shipped worldwide, more than 595,000 customers trust Fortinet to protect their businesses. And the Fortinet NSE Training Institute, an initiative of Fortinet’s Training Advancement Agenda (TAA), provides one of the largest and broadest training programs in the industry to make cyber training and new career opportunities available to everyone. Learn more at https://www.fortinet.com, the Fortinet Blog, and FortiGuard Labs.

FTNT-O

Copyright © 2022 Fortinet, Inc. All rights reserved. The symbols ® and ™ denote respectively federally registered trademarks and common law trademarks of Fortinet, Inc., its subsidiaries and affiliates. Fortinet’s trademarks include, but are not limited to, the following: Fortinet, the Fortinet logo, FortiGate, FortiOS, FortiGuard, FortiCare, FortiAnalyzer, FortiManager, FortiASIC, FortiClient, FortiCloud, FortiMail, FortiSandbox, FortiADC, FortiAI, FortiAIOps, FortiAntenna, FortiAP, FortiAPCam, FortiAuthenticator, FortiCache, FortiCall, FortiCam, FortiCamera, FortiCarrier, FortiCASB, FortiCentral, FortiConnect, FortiController, FortiConverter, FortiCWP, FortiDB, FortiDDoS, FortiDeceptor, FortiDeploy, FortiDevSec, FortiEdge, FortiEDR, FortiExplorer, FortiExtender, FortiFirewall, FortiFone, FortiGSLB, FortiHypervisor, FortiInsight, FortiIsolator, FortiLAN, FortiLink, FortiMoM, FortiMonitor, FortiNAC, FortiNDR, FortiPenTest, FortiPhish, FortiPlanner, FortiPolicy, FortiPortal, FortiPresence, FortiProxy, FortiRecon, FortiRecorder, FortiSASE, FortiSDNConnector, FortiSIEM, FortiSMS, FortiSOAR, FortiSwitch, FortiTester, FortiToken, FortiTrust, FortiVoice, FortiWAN, FortiWeb, FortiWiFi, FortiWLC, FortiWLM and FortiXDR. Other trademarks belong to their respective owners. Fortinet has not independently verified statements or certifications herein attributed to third parties and Fortinet does not independently endorse such statements. Notwithstanding anything to the contrary herein, nothing herein constitutes a warranty, guarantee, contract, binding specification or other binding commitment by Fortinet or any indication of intent related to a binding commitment, and performance and other specification information herein may be unique to certain environments.

Media Contact: Investor Contact: Analyst Contact:
John Welton Peter Salkowski Brian Greenberg
Fortinet, Inc. Fortinet, Inc. Fortinet, Inc.
408-235-7700 408-331-4595 408-235-7700
pr@fortinet.com psalkowski@fortinet.com analystrelations@fortinet.com

Matthews International เข้าซื้อกิจการ OLBRICH GmbH และ R+S Automotive GmbH เพื่อขยายขีดความสามารถด้านวิศวกรรมสำหรับพลังงาน

พิตต์สเบิร์ก, Aug. 17, 2022 (GLOBE NEWSWIRE) — Matthhews International Corporation(NASDAQ GSM: MATW) ประกาศในวันนี้ว่า บริษัทได้ดำเนินการเข้าซื้อกิจการบริษัทวิศวกรรมสัญชาติเยอรมัน OLBRICH GmbH (“OLBRICH”) และ R+S Automotive GmbH (“R+S Automotive”) ตามที่ประกาศไปก่อนหน้านี้ลุล่วงแล้ว โดยมีมูลค่า 43 ล้านยูโร ( 45 ล้านเหรียญสหรัฐโดยประมาณ)

OLBRICH มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่เมืองโบโคลต์ ประเทศเยอรมนี โดยบริษัทเป็นผู้ผลิตอุปกรณ์อัจฉริยะที่เชี่ยวชาญด้านอุปกรณ์การประมวลผลแบบหมุนที่สร้างขึ้นโดยเฉพาะ ซึ่งรวมถึงอุปกรณ์ที่ใช้ในการผลิตขั้วไฟฟ้าแบบแห้งและแบบเปียกสำหรับแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนที่ใช้ในรถยนต์ไฟฟ้าและส่วนประกอบสำหรับเซลล์เชื้อเพลิงไฮโดรเจน และอิเล็กโทรไลเซอร์ พร้อมทั้งยังมีตำแหน่งทางการตลาดอันแข็งแกร่งเพิ่มเติมในเรื่องของผลิตภัณฑ์พิเศษและยา บรรจุภัณฑ์ และของตกแต่งบ้าน R+S Automotive เป็นผู้ให้บริการด้านวิศวกรรมเฉพาะทางสำหรับแนวคิดเกี่ยวกับระบบอัตโนมัติ โรงงาน และเครื่องมือให้กับบริษัทผู้ผลิตยานยนต์ทั่วโลก บริษัทมีแผนที่จะรวม OLBRICH และ R+S Automotive เข้ากับธุรกิจ Saueressig Engineering and Energy ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มเทคโนโลยีอุตสาหกรรมที่มุ่งเน้นด้านวิศวกรรมที่มีความแม่นยำสูงสำหรับการใช้งานระบบอัตโนมัติทางอุตสาหกรรมที่หลากหลาย รวมถึงโซลูชันด้านพลังงานแบบกำหนดเองที่มีเทคโนโลยีขั้นสูง พื้นผิว การทำเครื่องหมาย และระบบการพิมพ์รหัส

Joseph C. Bartolacci ประธานและประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Matthews International กล่าวว่า “เรารู้สึกตื่นเต้นเป็นอย่างยิ่งที่ได้เข้าซื้อกิจการของทั้ง OLBRICH และ R+S Automotive ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ระยะยาวของเราในการนำเสนอผลงานที่ขยายออกไปในด้านผลิตภัณฑ์และบริการด้านวิศวกรรมที่สร้างขึ้นโดยเฉพาะ สำหรับยานพาหนะไฟฟ้าที่กำลังเติบโตและตลาดพลังงานสีเขียวในวงกว้าง ความสามารถที่ผสมผสานกันของเราจะมอบโซลูชันที่เป็นนวัตกรรมเพื่อเร่งการพัฒนาโซลูชันแบบครบวงจรสำหรับการผลิตแบตเตอรี่แบบอิเล็กโทรดแห้งและโซลูชันด้านพลังงานอื่น ๆ ข้อเสนอของเราจะมีผลกระทบต่อการนำยานพาหนะไฟฟ้าไปใช้ในตลาดมวลชนอย่างมีนัยสำคัญ อีกทั้งยังเป็นประโยชน์ต่ออุตสาหกรรมโซลูชันด้านพลังงานทั้งหมด การเข้าซื้อกิจการเชิงกลยุทธ์นี้ทำให้การลงทุนด้านเทคโนโลยีของเราดำเนินต่อไป และเร่งการพาณิชย์นวัตกรรมใหม่ซึ่งครอบคลุมการใช้งานระบบอัตโนมัติทางอุตสาหกรรมที่หลากหลาย”

“Matthews เป็นหุ้นส่วนที่เหมาะสมสำหรับอนาคตของเราครับ” Bastian Kuhl ซีอีโอของ OLBRICH และ R+S Automotive กล่าว “OLBRICH เองก็กำลังมีความก้าวหน้าอย่างมากในการช่วยขยายการผลิตส่วนประกอบเซลล์เชื้อเพลิงไฮโดรเจนเช่นเดียวกันกับ Matthews ด้วยคำสั่งล่าสุดของ OLBRICH ให้มีการทำสายการผลิตจำนวนมากสำหรับชั้นการแพร่กระจายของก๊าซ (GDL) และความแข็งแกร่งของ Matthews ในด้านเพลตสองขั้ว ทำให้ผลงานที่รวมกันของเราอยู่ในตำแหน่งที่ดีที่จะสร้างแรงตลาด ซึ่งไม่เพียงแต่ในฐานะซัพพลายเออร์ให้กับ OEM เท่านั้น แต่ยังเป็นพันธมิตรด้านการผลิตที่สำคัญในด้านพลังงาน ผลิตภัณฑ์พิเศษและยา บรรจุภัณฑ์ และของตกแต่งบ้าน”

การเข้าซื้อกิจการของ OLBRICH และ R+S Automotive ทำให้ Matthews International ขยายธุรกิจไปทั่วโลกและเสริมความแข็งแกร่งในฐานะผู้ที่มีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในภาคส่วนโซลูชันด้านพลังงาน

เกี่ยวกับ Matthes International Corporation

Matthews International Corporation เป็นผู้ให้บริการระดับโลกด้านโซลูชันของแบรนด์ต่าง ๆ ผลิตภัณฑ์เพื่อเกี่ยวกับการระลึกถึง และเทคโนโลยีอุตสาหกรรม ภาคส่วน Industrial Technologies ได้ออกแบบ ผลิต บริการ และจัดจำหน่ายการจัดเก็บพลังงานแบบกำหนดเองที่มีเทคโนโลยีสูง การทำเครื่องหมาย การพิมพ์รหัส และเทคโนโลยีระบบอัตโนมัติทางอุตสาหกรรมและโซลูชันต่าง ๆ ภาคส่วน Memorialization เป็นผู้ให้บริการชั้นนำด้านผลิตภัณฑ์เพื่อการระลึกถึง ซึ่งรวมถึง อนุสรณ์ โลงศพ การเผาศพและเตาอุปกรณ์สำหรับการเผา โดยเน้นไปยังลูกค้าที่ใช้วิธีการทำศพแบบฝังและใช้โรงศพเพื่อประกอบพิธีฌาปนกิจศพ ซึ่งจะช่วยให้ครอบครัวก้าวข้ามความเศร้าโศกและเปลี่ยนไปเป็นความทรงจำและความคิดถึงแทนได้ ภาคส่วน Solutions Brand SGK เป็นผู้ให้บริการชั้นนำด้านการแก้ปัญหาบรรจุภัณฑ์และการเพิ่มประสบการณ์แบรนด์ ช่วยให้บริษัทต่าง ๆ ลดความซับซ้อนในด้านตลาดและยังช่วยขยายการตลาดของแบรนด์และการเพิ่มมูลค่า บริษัทมีพนักงานประมาณ 11,000 คนในกว่า 26 ประเทศใน 6 ทวีปที่มีความมุ่งมั่นที่จะนำเสนอผลิตภัณฑ์และบริการที่มีคุณภาพสูงที่สุด

เกี่ยวกับกลุ่ม SAUERESSIG Group

SAUERESSIG Group รวบรวมหน่วยธุรกิจบรรจุภัณฑ์ อีลาสโตเมอร์ พื้นผิว วิศวกรรม ลูกกลิ้ง และ e.GEN ภายใต้แบรนด์ร่มทั่วไป SAUERESSIG Group เป็นซัพพลายเออร์ชั้นนำระดับนานาชาติสำหรับขั้นตอนก่อนการกดและเครื่องมือโรตารี่สำหรับกระบวนการพิมพ์แผ่นแม่พิมพ์และเฟล็กโซกราฟี ลูกกลิ้งลายนูนและเครื่องมือตัดและรีด จึงกล่าวได้ว่าทางบริษัทได้นำเสนอความเชี่ยวชาญที่ครอบคลุมแบบเต็มรูปแบบ SAUERESSIG จะทำงานในโครงการวิจัยที่มองการณ์ไกล และลงทุนในการพัฒนาเวิร์กโฟลว์อัจฉริยะและโซลูชันดิจิทัล ในฐานะผู้ริเริ่มการสร้างเครื่องจักรพิเศษในด้านเทคโนโลยีแบตเตอรี่และการจัดเก็บพลังงานแห่งอนาคต โซลูชันส่วนบุคคลก็จะได้รับการพัฒนาสำหรับผู้บุกเบิกแห่งอนาคต ผู้ผลิตแบรนด์ เครื่องพิมพ์ และคอนเวอร์เตอร์ รวมถึงผู้ผลิตเทคโนโลยีการจัดเก็บพลังงานสมัยใหม่ที่มีชื่อเสียงจะได้รับประโยชน์จากนวัตกรรมที่มุ่งเน้นด้านโซลูชัน ประสบการณ์หลายทศวรรษ และความยืดหยุ่นสูงสุด SAUERESSION Group มีเครือข่ายทั่วโลกที่แข็งแกร่งด้วยการมีที่ตั้งการผลิตถึง 13 แห่งในปัจจุบัน การมีที่ตั้งอยู่ทั่วโลกช่วยให้สามารถปรับปรุงพัฒนา ดำเนินการ และสนับสนุนโครงการระหว่างประเทศได้ตลอดเวลา

SAUERESSIG Group เป็นส่วนหนึ่งของ Matthews International Corporation (NASDAQ GSM: MATW) สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม กรุณาเยี่ยมชม: www.saueressig.com

เกี่ยวกับ OLBRICH

OLBRICH GmbH ก่อตั้งขึ้นในปี 1949 และร่วมกับแบรนด์ Polytype Converting® ซึ่งเป็นผู้ผลิตเครื่องจักร ทำให้ปัจจุบันได้กลายเป็นหนึ่งในบริษัทชั้นนำของโลกในด้านการผลิตเครื่องจักรและอุปกรณ์สำหรับการผลิตผลิตภัณฑ์รูปทรงใยแมงมุม ฟอยล์แบตเตอรี่ ฉลาก วัสดุลอกออก กระดาษแบบยั่งยืนและวัสดุบรรจุภัณฑ์ ตลอดจนวัสดุปิดผนัง วัสดุปูพื้น เทปกาว และสิ่งทอทางเทคนิค เป็นผลิตภัณฑ์ตัวอย่างที่ผลิตขึ้นในสายการผลิต OLBRICH มีห่วงโซ่มูลค่าเต็มรูปแบบ ซึ่งรวมถึงวิศวกรรมและการผลิต อีกทั้งศูนย์เทคนิคที่ล้ำสมัยใน Bocholt (DE) และ Fribourg (CH) ปัจจุบัน OLBRICH มีพนักงานประมาณ 450 คน OLBRICH มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่ โบคลอท (เยอรมนี) และมีที่ตั้งเพิ่มเติมใน ฮัมบูร์ก (เยอรมนี) ฟรีบูรก์ (สวิตเซอร์แลนด์) และ เมืองเจียงอิน (จีน)

เกี่ยวกับ R+S Automotive

R+S Automotive GmbH เป็นผู้ผลิตเครื่องจักรและเครื่องมือต่าง ๆ ที่สำคัญในการผลิตส่วนประกอบภายในและภายนอกสำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์ เช่น แผงประตู แผงหน้าปัด หรือชั้นวางด้านหลัง R+S Automotive มีห่วงโซ่มูลค่าที่ครบวงจร ซึ่งรวมถึงวิศวกรรมและการผลิต ตลอดจนศูนย์เทคนิคบนพื้นที่ 1,100 ตร.ม. ที่ออกแบบมาเพื่อรองรับบริการด้านเทคนิคที่ครอบคลุมและการพัฒนาที่มุ่งเน้นลูกค้าเป็นหลัก ปัจจุบัน R+S Automotive มีพนักงานประมาณ 350 คน R+S Automotive มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่ โบคลอท (เยอรมนี) และมีสาขาเพิ่มเติมใน โฮลูปคอฟ (เช็กเกีย) เมืองเจียงอิน (จีน) และ คอมสต็อค พาร์ก มิชิแกน (สหรัฐอเมริกา)

ข้อมูลเชิงคาดการณ์ล่วงหน้า

แถลงการณ์ที่เป็นการคาดการณ์ล่วงหน้าใด ๆ ที่พบได้จากข่าวประชาสัมพันธ์นี้รวมอยู่ด้วยตามบทบัญญัติ “การปกปิดข้อมูล” ของกฎหมายปฏิรูปการฟ้องร้องคดีหลักทรัพย์ส่วนบุคคลปี 1995 ข้อความที่เป็นการคาดการณ์ล่วงหน้าดังกล่าวมีความเสี่ยงสูงและความไม่แน่นอนทั้งที่ทราบและไม่ทราบ ซึ่งอาจทำให้ผลลัพธ์ที่แท้จริงของบริษัทในช่วงเวลาในอนาคตแตกต่างไปจากที่ฝ่ายบริหารคาดการณ์ไว้อย่างมาก ถึงแม้ว่าทางบริษัทมีความเชื่อว่าความคาดหวังที่มาจากข้อความการคาดการณ์ล่วงหน้านั้นฟังดูสมเหตุสมผล แต่ก็ไม่อาจจะให้การรับรองรวมถึงความคาดหวังทีสามารถพิสูจน์ได้ว่าถูกต้อง ปัจจัยที่อาจทำให้ผลลัพธ์ของบริษัทแตกต่างออกไปจากผลลัพธ์ที่กล่าวถึงในแถลงการณ์เชิงคาดการณ์ล่วงหน้าได้แก่ การเปลี่ยนแปลงของสภาพเศรษฐกิจในประเทศหรือระหว่างประเทศ การเปลี่ยนแปลงของอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ การเปลี่ยนแปลงต้นทุนของวัสดุที่ใช้ในกระบวนการผลิตผลิตภัณฑ์ของบริษัท การเปลี่ยนแปลงของอัตราการเสียชีวิตและอัตราการเผาศพ การเปลี่ยนแปลงในความต้องการสินค้าหรือราคาผลิตภัณฑ์อันเป็นผลมาจากการควบรวมกันของกิจการในอุตสาหกรรมที่บริษัทดำเนินการอยู่ หรือเพราะปัจจัยอื่น ๆ เช่น การหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทาน การขาดแคลนแรงงานหรือการเพิ่มขึ้นของต้นทุนแรงงาน การเปลี่ยนแปลงในอุปสงค์ของผลิตภัณฑ์หรือการเปลี่ยนแปลงราคาอันเป็นผลจากแรงกดดันจากการแข่งขันในประเทศหรือต่างประเทศ ความสามารถการบรรลุวัตถุประสงค์เพื่อลดต้นทุน ความเสี่ยงที่ไม่ทราบที่มาซึ่งเกี่ยวข้องกับการเข้าซื้อกิจการของบริษัท ข้อกังวลด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ ประสิทธิภาพของการควบคุมภายในของบริษัท การปฏิบัติตามกฎหมายและระเบียบข้อบังคับทั้งในประเทศและต่างประเทศ ปัจจัยทางเทคโนโลยีที่นอกเหนือจากการควบคุมของบริษัท ผลกระทบของโรคระบาดหรือการระบาดที่คล้ายคลึงกัน หรือการหยุดชะงักอื่น ๆ ในด้าน อุตสาหกรรม ลูกค้า หรือซัพพลายเชนของเรา ผลกระทบของความขัดแย้งในระดับโลก เช่น สงครามระหว่างรัสเซียและยูเครนที่ดำเนินอยู่ในปัจจุบัน รวมไปถึงปัจจัยอื่น ๆ ตามที่อธิบายไว้ในรายงานประจำปีของบริษัทในแบบฟอร์ม 10-K และการยื่นเอกสารตามระยะเวลาอื่น ๆ กับสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ของสหรัฐอเมริกา

ติดต่อ: Steven F. Nicola

ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงิน

412.442.8262

สำหรับฝ่ายนักลงทุนสัมพันธ์ :

William D. Wilson

ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายพัฒนาองค์กรและนักลงทุนสัมพันธ์

412.325.8418

Matthews International Acquires OLBRICH GmbH and R+S Automotive GmbH, Extends Engineering Capabilities for Energy

PITTSBURGH, Aug. 17, 2022 (GLOBE NEWSWIRE) — Matthews International Corporation (NASDAQ GSM: MATW) announced today that the Company has closed on the previously-announced acquisitions of German based engineering firms, OLBRICH GmbH (“OLBRICH”) and R+S Automotive GmbH (“R+S Automotive”), for EUR €43 million (approximately U.S. $45 million).

Headquartered in Bocholt, Germany, OLBRICH is a production and intelligent equipment manufacturer, specializing in purpose-built rotary processing equipment, including equipment used in the manufacturing of dry and wet electrodes for lithium-ion batteries uses in electric vehicles and components for hydrogen fuel cells and electrolyzers, with additional strong positions in Specialty & Pharma, Packaging and Home & Décor. R+S Automotive is a specialty engineering services provider of automation, plant and tooling concepts for automotive manufacturing companies around the world. The Company plans to integrate OLBRICH and R+S Automotive with its Saueressig Engineering and Energy business, part of its Industrial Technologies segment focused on high-precision engineering for a broad range of industrial automation applications including high-tech custom energy solutions, surfaces, marking, and coding systems.

Joseph C. Bartolacci, President and Chief Executive Officer of Matthews International, stated, “We are extremely excited to acquire OLBRICH and R+S Automotive as part of our long-term strategy to offer an extended portfolio of purpose-built engineered equipment and services for the burgeoning electric vehicle and broader green energy market. Our combined capabilities offer innovative solutions to accelerate development of an end-to-end solution for dry-electrode battery production and other energy solutions. Together, our offering will have significant impact on the mass market adoption of electric vehicles and benefit the entire energy solutions industry. This strategic acquisition continues our investment in technologies and accelerates commercializing new innovations across multiple industrial automation applications.”

“Matthews is the right partner for our future,” said Bastian Kuhl, CEO of OLBRICH and R+S Automotive. “OLBRICH, like Matthews, is making great strides in helping to scale up the manufacturing of hydrogen fuel cell components. With OLBRICH’s recent order for a mass production line for gas diffusion layers (GDL), and Matthews’ strength in the field of bipolar plates, our combined portfolio is well positioned to create a market force not only as a supplier to OEMs but also as a key production partner across Energy, Specialty & Pharma, Packaging and Home Décor.”

With the acquisition of OLBRICH and R+S Automotive, Matthews International expands its global presence and solidifies itself as a key player in the energy solutions sector.

About Matthews International Corporation

Matthews International Corporation is a global provider of industrial technologies, memorialization products and brand solutions. The Industrial Technologies segment designs, manufactures, services and distributes high-tech custom energy storage, marking, coding and industrial automation technologies and solutions. The Memorialization segment is a leading provider of memorialization products, including memorials, caskets and cremation and incineration equipment, primarily to cemetery and funeral home customers that help families move from grief to remembrance. The SGK Brand Solutions segment is a leading provider of packaging solutions and brand experiences, helping companies simplify their marketing, amplify their brands and provide value. The Company has approximately 11,000 employees in more than 26 countries on six continents that are committed to delivering the highest quality products and services.

About SAUERESSIG Group

SAUERESSIG Group brings together the business units packaging, elastomers, surfaces, engineering, rollers and e.GEN under a common umbrella brand. As a leading international supplier along the pre-press stage as well as of rotary tools for gravure and flexographic printing processes, embossing rollers and cutting and creasing tools, SAUERESSIG Group offers a comprehensive expertise. SAUERESSIG works on forward-looking research projects and invests in the development of intelligent workflows and digital solutions. As an innovator for special machine construction in the field of future oriented battery and energy storage technology, individual solutions are developed for pioneers of tomorrow. Brand manufacturer, printers and converters as well as renowned manufacturers of modern energy storage technologies benefit from solution-oriented innovations, decades of experience and maximum flexibility. Within currently 13 production sites SAUERESSIG Group has a strong global network. Worldwide presence enables an optimal development, implementation and support of international projects at any time.

SAUERESSIG Group is part of Matthews International Corporation (NASDAQ GSM: MATW). For more information please visit: www.saueressig.com

About OLBRICH

OLBRICH GmbH was founded in 1949 and together with its brand Polytype Converting®, the machine builder has today become one of the world’s leading companies in the field of production machinery and equipment for the manufacture of web-shaped products. Battery foils, labels, release materials, sustainable paper and packaging materials as well as wallcoverings, floorcoverings, adhesive tapes and technical textiles are exemplary products manufactured on the lines. OLBRICH has a full value chain including engineering and manufacturing as well as state-of-the-art technical centers in Bocholt (DE) and Fribourg (CH). Today, OLBRICH has approximately 450 employees. OLBRICH is headquartered in Bocholt (DE) and has additional locations in Hamburg (DE), Fribourg (CH) and Jiangyin City (CN).

About R+S Automotive

R+S Automotive GmbH is an important manufacturer of machines and tools for the production of interior and exterior components for the automotive industry, such as door panels, dashboards or rear shelves. R+S Automotive has a fully integrated value chain including engineering and production as well as a technical center on an area of 1,100 sqm designed to support comprehensive technical services and customer-oriented development. Today, R+S Automotive has approximately 350 employees. R+S Automotive is headquartered in Bocholt (DE) and has additional subsidiaries in Holoubkov (CZ), Jiangyin (CN), and Comstock Park, MI (USA).

Forward-looking Information

Any forward-looking statements contained in this release are included pursuant to the “safe harbor” provisions of the Private Securities Litigation Reform Act of 1995. Such forward-looking statements involve known and unknown risks and uncertainties that may cause the Company’s actual results in future periods to be materially different from management’s expectations. Although the Company believes that the expectations reflected in such forward-looking statements are reasonable, no assurance can be given that such expectations will prove correct. Factors that could cause the Company’s results to differ materially from the results discussed in such forward-looking statements principally include changes in domestic or international economic conditions, changes in foreign currency exchange rates, changes in the cost of materials used in the manufacture of the Company’s products, changes in mortality and cremation rates, changes in product demand or pricing as a result of consolidation in the industries in which the Company operates, or other factors such as supply chain disruptions, labor shortages or labor cost increases, changes in product demand or pricing as a result of domestic or international competitive pressures, ability to achieve cost-reduction objectives, unknown risks in connection with the Company’s acquisitions, cybersecurity concerns, effectiveness of the Company’s internal controls, compliance with domestic and foreign laws and regulations, technological factors beyond the Company’s control, impact of pandemics or similar outbreaks, or other disruptions to our industries, customers, or supply chains, the impact of global conflicts, such as the current war between Russia and Ukraine, and other factors described in the Company’s Annual Report on Form 10-K and other periodic filings with the U.S. Securities and Exchange Commission.

Contact: Steven F. Nicola
Chief Financial Officer
412.442.8262

For Investor Relations:

William D. Wilson
Senior Director, Corporate Development and Investor Relations
412.325.8418

Angel Oak Home Loans Implements SimpleNexus’ Dynamic Homeownership Platform to Support Multiple Lines of Business

National mortgage lender implements Nexus Engagement and Nexus Origination to support the diverse financial needs of customers with a modern mobile lending experience

LEHI, Utah, Aug. 17, 2022 (GLOBE NEWSWIRE) — SimpleNexus (https://simplenexus.com/), an nCino (NASDAQ: NCNO) company and developer of the leading U.S. homeownership platform for loan officers, borrowers, real estate agents and settlement agents, announced today that Angel Oak Home Loans has selected SimpleNexus’ Nexus Engagement™ and Nexus Origination™ to support a streamlined mortgage experience for a wide range of borrowers.

Angel Oak Home Loans is an Atlanta-based, full-service mortgage lender that prides itself on offering a variety of agency and non-qualified mortgage (non-QM) products to meet the unique home financing needs of its customers. The lender’s decision to implement SimpleNexus was primarily driven by the homeownership platform’s ability to provide a mobile-first toolset that enhances customer experience and streamlines loan origination. A customized, dynamic loan application developed for Angel Oak Home Loans supports both agency mortgage lending and unique data fields for non-QM lending. Additionally, SimpleNexus’ streamlined management of “one off docs” enables loan originators to efficiently generate, distribute, e-sign and organize these document types.

“At Angel Oak, we are enthusiastic proponents of using technology to optimize business processes and improve the borrower experience at every point in the mortgage transaction because it generates better outcomes for everyone,” said Richard LaNasa, president of Angel Oak Home Loans. “SimpleNexus is a cutting-edge platform that provides the best of both worlds: a single-sign-on borrower experience that reinforces customer trust in our brand and point-of-sale with seamless workflows that unify efficient production of our lending portfolio.”

“While it’s true that no two lenders do business the same way, Angel Oak Home Loans has a clear commitment to making homeownership possible for creditworthy borrowers of diverse financial backgrounds,” said Shane Westra, chief product officer of SimpleNexus. “We are proud to bolster the growth and innovation that Angel Oak Home Loans brings to the mortgage industry.”

About SimpleNexus
SimpleNexus, an nCino (NASDAQ: NCNO) company, is an award-winning developer of mobile-first technology for the modern mortgage lender. U.S. lenders depend on our namesake homeownership platform to unite the people, systems and stages of the mortgage process into a seamless, end-to-end solution that spans engagement, origination, closing and business intelligence. By helping lenders manage their teams and stay connected with borrowers and real estate professionals, we deliver a measurable return on investment in the form of reduced turn times, increased loan application submissions and more referral business. A four-time Inc. 5000 company, SimpleNexus has been recognized as one of the world’s Best Workplaces for Innovators. For more information, visit https://www.simplenexus.com or follow @SimpleNexus.

Media Contacts
Leslie Colley
DepthPR for SimpleNexus
+1 678.622.6229
leslie@depthpr.com

David Bolin
SimpleNexus
+1 414.688.6077
dbolin@simplenexus.com

Safe Harbor Statement
This press release contains forward-looking statements within the safe harbor provisions of the Private Securities Litigation Reform Act of 1995. Forward-looking statements generally include actions, events, results, strategies and expectations and are often identifiable by use of the words “believes,” “expects,” “intends,” “anticipates,” “plans,” “seeks,” “estimates,” “projects,” “may,” “will,” “could,” “might,” or “continues” or similar expressions. Any forward-looking statements contained in this press release are based upon nCino’s historical performance and its current plans, estimates, and expectations, and are not a representation that such plans, estimates, or expectations will be achieved. These forward-looking statements represent nCino’s expectations as of the date of this press release. Subsequent events may cause these expectations to change and, except as may be required by law, nCino does not undertake any obligation to update or revise these forward-looking statements. These forward-looking statements are subject to known and unknown risks and uncertainties that may cause actual results to differ materially including, among others, risks and uncertainties relating to the market adoption of our solution and privacy and data security matters. Additional risks and uncertainties that could affect nCino’s business and financial results are included in reports filed by nCino with the U.S. Securities and Exchange Commission (available on our web site at www.ncino.com or the SEC’s web site at www.sec.gov). Further information on potential risks that could affect actual results will be included in other filings nCino makes with the SEC from time to time.